แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคหวัดหน้าบวมในไก่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคหวัดหน้าบวมในไก่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การแพ่รเชื้อและระยะฟักตัวของโรคหวัดหน้าบวมในไก่

การแพร่เชื้อ : โรคนี้ติดต่อได้หลายทางเช่น การสัมผัสกับไก่ป่วย และการปนเปื้อนของเชื้อ ที่ขับออกมากพร้อมกับเสมหะในน้ำและอาหารซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อได้รวดเร็วแพร่ไปทั่วทั้งฝูง และแพร่ไปยังโรงเรือนใกล้เคียง นอกจากนี้เชื้ออาจแพร่มากับวัสดุอุปกรณ์ภายในฟาร์ม แกลบ และยานพาหนะ แต่การติดเชื้อที่สำคัญที่สุด คือ ไก่ติดเชื้อที่มีสุขภาพดีหรือไก่ติดเชื้อเรื้อรัง เป็นแหล่งโรคที่สำคัญ

โรคหวัดหน้าบวมมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนอากาศโดยเฉพาะจากอากาศร้อนเป็นอากาศชื้นมีฝนตก และมักเกิดร่วมกับการเปลี่ยนแปลง ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการฟาร์ม เช่น การนำไก่สาวเข้ามาในฟาร์มที่มีโรคหวัดหน้าบวมอยู่ โดยเฉพาะฟาร์มที่มีการเลี้ยงไก่หลายอายุ โดยมักเกิดขึ้นภายใน 1-6 สัปดาห์ หลังจากเคลื่อนย้ายลูกไก่จากเล้ากกไปยังเล้าไก่รุ่นที่อยู่ใกล้กับไก่ไข่ที่ติดเชื้อ และพบว่าการปนเปื้อนเชื้อมากับอากาศ สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อขึ้นภายในฟาร์มได้ (Yamamoto and Clark, 1966) ทั้งนี้โรคหวัดหน้าบวมไม่ใช่โรคที่ติดเชื้อผ่านไข่

ระยะฟักตัวของโรค : โรคหวัดหน้าบวมในไก่มีระยะฟักตัวสั้น การพัฒนาการเกิดอาการของโรคภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังจากไก่ได้รับเชื้อจากการเพาะเลี้ยงหรือจากสารคัดหลั่ง ถ้าไก่ที่ไวต่อการติดเชื้อสัมผัสกับไก่ป่วย มักแสดงอาการของโรคภายใน 24-72 ชั่วโมง กรณีที่ไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน ระยะเวลาในการเกิดโรค ประมาณ 2-3 สัปดาห์

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สาเหตุของโรคหวัดหน้าบวมในไก่

Avibacterium paragallinarum เป็นสมุฏฐาน (สาเหตุ) ของโรค เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ไม่เคลื่อนที่ การเพาะเชื้อภายใน 24 ชั่วโมง พบเชื้อมีลักษณะเป็นแท่งสั้นหรือกลมรี (coccobacilli) ซึ่งมีความยาว 1-3 มิลลิเมตร และกว้าง 0.4-0.8 มิลลิเมตร สเตรนที่ก่อให้เกิดความรุนแรงมักพบว่ามีแคปซูล (Sawata et al., 1980) โดยพบว่าเชื้อนี้จะเริ่มเสื่อมลงภายใน 48-60 ชั่วโมงหลังการเพาะเชื้อ โดยพบการแตกหักและการเสียรูปของแบคทีเรีย

เชื้อ A. paragallinarum ต้องใช้ V factor ในการเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อม ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าเชื้อที่พบในประเทศแอฟริกาใต้ ไม่ต้องการ V factor (Bragg et al., 1993) ดังนั้นการจำแนกเชื้อ A. paragallinarum โดยอาศัยปัจจัยการเจริญเติบโตเฉพาะในหลอดทดลอง อาจทำให้เกิดการวินิฉัยที่ผิดพลาดได้

เชื้อ A. paragallinarum สามารถจำแนกซีโรวาร์ได้ด้วยวิธี Plate agglutination test แต่ปัจจุบันนิยมตรวจด้วยวิธี Hemagglutination Inhibition (HI) ซึ่งสามารถจำแนกเชื้อออกเป็น 3 ซีโรวาร์ คือ A B และ C วิธี HI จะทำการ fixed เม็ดเลือดแดงไก่ เพื่อลดจำนวนเชื้อที่ไม่สามารถจัดจำแนก (typing) ได้ดีกว่าการใช้วิธี Plate agglutination (Blackall et al., 1990) ปัจจุบันมีรายงานการพลสเตรน B variant (Jacob et al., 2003) สำหรับประเทศไทยสามารถพบเชื้อทั้ง 3 ซีโรวาร์ คือ A B และ C

ไก่ทุกอายุมีความไวต่อโรค แต่โรคนี้มักก่อให้เกิดความรุนแรงได้น้อยในไก่อายุน้อย ส่วนไก่ที่โตเต็มวัย พบระยะฟักตัวของโรคสั้นและช่วงเวลาในการเกิดโรคค่อนข้างยาวนาน มักพบโรคในไก่ที่อายุ 5 สัปดาห์ขึ้นไป โดยเฉพาะไก่ที่กำลังให้ผลผลิตไข่ การระบาดของโรคอาจยาวนานถึง 6-8 สัปดาห์ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกภายหลังจากโรคสงบแล้ว โดยเฉพาะฟาร์มที่เลี้ยงไก่หลายอายุ ไก่พื้นเมืองพบว่ามีความไวต่อการติดเชื้อหวัดหน้าบวมมากกว่าไก่ที่เลี้ยงเชิงพาณิชย์ คือ สามารถพบโรคได้ในไก่อายุน้อย และมีความรุนแรงสูง

โรคหวัดหน้าบวมในไก่ ( Infectious Coryza )

โรคหวัดหน้าบวม (Infectious Coryza) เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันในไก่ มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ  สัตว์ปีกที่ติดเชื้อมักมีอาการหน้า หงอน และเหนียงบวม

โรคนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากอาการของระบบทางเดินหายใจ ไก่ไข่ที่ป่วยพบว่าให้ผลผลิตไข่ลดลงร้อยละ 10-40 และอัตราการเพิ่มขึ้นของไข่ค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ หลังฟื้นจากการป่วย ปกติจะอยู่ระหว่าง 4-6 สัปดาห์ภายหลังโรคสงบ ความเสียหายที่สำคัญอีกประการคือ ไก่ที่ฟื้นตัวจากการเป็นโรคจะยังคงสภาพของการเป็นตัวนำโรค เป็นระยะเวลานาน (มากกว่า 4  เดือน) แต่ในบางฝูง ระยะเป็นตัวนำโรคนี้อาจยาวนานถึง 2 ปี

ปกติโรคนี้มีมักพบในไก่ไข่และไก่พันธุ์ แต่มีรายงานการระบาดในไก่เนื้อ ร่วมกับเชื้อ Mycoplasma synoviae ซึ่งทำให้เกิดการคัดซากทิ้ง ร้อยละ 8-15 เนื่องจากถุงลมขุ่น (Droual et al., 1990) และรายงานโรคหวัดหน้าบวมในไก่เนื้อที่ไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน ซึ่งพบว่าเป็นสาเหตุของการคัดซากทิ้งถึงร้อยละ 69.8 เนื่องจากถุงลมอักเสบ (Hoerr et al., 1994)

เมื่อเกิดโรคมักพบการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย และพบร่วมกับปัจจัยอื่นที่ก่อให้เกิดความเครียด ในประเทศจีนพบการระบาดของโรคหวัดหน้าบวม รายงานว่าป่วยร้อยละ 20-50 และการตายร้อยละ 5-20 (Chen et al., 1993) ในประเทศโมร็อกโกพบการระบาดในฟาร์มไก่ไข่ 10 ฟาร์ม ทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 17-41 และมีการตายร้อยละ 0.7-1.0 (Mouahid et al., 1992) สำหรับประเทศไทย พบการระบาดของโรคได้เสมอในไก่ไข่ และไ่ก่พันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดู

 
ขับเคลื่อนโดย Blogger.